....ยินดีต้อนรับสู่ เว็บไซต์ของชมรมบ้านพักทุ่งดอกกระเจียว....
3.ไร่ภูเทพพิมาน
6.ไร่สยาม ฮิลล์
8.ไร่AB การ์เด้น
14.ไร่ภูพรรษา
15.ภูฟ้าป่าตะวัน
19.ไร่ภูผางาม
20.ไร่ปุยหมอก
21.ภูคำรุ้ง
22.บ้านชมฟ้า
23.บ้านหม่อนทองคำ
24.ไร่ป้ากะลุง
27.ไร่สุนทรี
30.
 
 

 

เชิญเที่ยว...ท้าสัมผัส มหัศจรรย์แห่งเมือง ชัยภูม

หลายคนคงตั้งข้อสงสัยว่า การดูหินให้เกิดความงามนั้น ต้องอาศัยหลักเกณฑ์ใด

หรือควรจะดูอย่างไร แล้วเกิดความสวยงาม......!!!!!!!

 

นายมานิต เพชรล้ำ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ได้ให้มุมมอง และข้อคิดตามหลักการทางธรณีวิทยา และความรู้เชิงวิทยาการแก่คณะผู้เขียน

และนักท่องเที่ยวที่สนใจใคร่อยากรู้เกี่ยวกับการดูแท่งหินรูปทรงต่าง ๆ ทั้งในเขตอุทยานป่าหินงาม และมอหินขาวไว้อย่างน่าสนใจว่า....

การมาดูหินงามตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ควรได้รับความรู้กลับไปด้วย อย่างโครงสร้างของหินที่นี่เป็นหินทราย หินตะกอนที่ตกตะกอนในท้องทะเลน้ำตื้น

หรือในอ่าว หรืออ่างเก็บน้ำ หรือบ่อน้ำตื้นโดยถูกหินอัคนีดัีนตัวขึ้นมา จึงกลายมาเป็นที่ราบสูงอีสาน รูปทรงต่าง ๆ ของหินที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการชะล้างของธรรมชาติ

ตั้งแต่น้ำทะเล ลมฟ้าอากาศ เป็นสาเหตุให้ หินผุกร่อน และกลายเป็นรูปทรงต่าง ๆ โดยเฉพาะตามขอบกระทะของอีสาน เช่น บริเวณผาสุดแผ่นดิน

ถือเป็นพื้นหินสุดท้ายของอีสาน รูปทรงหินตามแนวขอบกระทะจึงมีรูปทรงต่าง ๆ เกิดขึ้นรวมถึงจุดที่อยู่ลึกไม่เกิน 100 กม.

จะมีหินรูปทรงเหล่านี้เกิดขึ้นจากการยกตัวของเปลือกโลก หากใครสังเกตุที่ผิวหิน จะเห็นรอยการชะล้างที่ธรรมชาติกระทำ ทั้งทางตรงบ้าง และแนวเอียงบ้าง ส่วนใหญ่

จะเป็นในแนวเอียงเยอะ โดยเอียงจากทิศตะวัีนตกไปทางทิศตะวันออก

 

ความงามของแท่งหินในแต่ละช่วงที่ดูจะมีความแตกต่างกันอย่างไร ?

รูปทรงต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับการจินตนาการของแต่ละคน ช่วงเช้าฤดูหนาว ความมาดูพระอาทิตย์ขึ้น แสงอาทิตย์ก็จะสาดส่องหินให้เป็นรูทรงต่าง ๆ

เนื่องจากหินทรายจะมีเกล็ดแก้ว เมื่อต้องแสงตะวัน จะทอประกายแสงออกมาระยิบระยับ แม้แต่กลางคืนก็ดูหินให้สวยงามได้ โดยเฉพาะคืนเดือนเพ็ญ

เมื่อหินต้องแสงจันทร์ เกล็ดแก้วในหินทรายก็จะทอแสงระยิบระยับหรือจะเอาไฟฉายดวงเล็ก ๆ ส่องไปที่หิน เกล็ดแก้วในหินก็จะสะท้อนแสงออกได้เ่ช่นกัน

ดังนั้น เราดูหินได้ทั้งวัน อย่างกลาววันก็ดูให้สวยงามได้ เนื่องจากการตกกระทบของแสงที่ีส่องมายังหิน แต่ละรูปทรงในป่าหินงาม จะทำให้เกิดจินตนาการหินเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้

อย่างช่วง 4 โมงเช้า แสงจะตกกระทบในมุม 45 องศา หรือช่วงเที่ยงวัีนแสงจะตกกระทบหินในมุมตรง 90 องศา หรือเป็นมุม 45 องศา ทางทิศตะวันตก

ตั้งแต่บ่าย 2 โมง สุดท้าย ก็เวลาพระอาทิตย์ตก....

 

ชื่อของหินแต่ละรูปทรงใครเป็นผู้คิดค้น ?

ชื่อของหินมีเรียกขานกันมานานแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ไปพบเห็นได้ตั้งชื่อให้ ไม่ว่าจะเป็นหินรูปทรงเรดาร์ หินรูปแม่ไก่ และหินอื่น ๆ

ชื่อเหล่านี้นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเรียกตามก็ได้ หากนักท่องเที่ยวมีมุมมองที่ดีกว่า สามารถจะมาแนะนำกับทางอุทยานฯ ได้ ซึ่งปีหน้า

เราจะจัดโครงการประกวดถ่ายภาพหินงาม ให้นักท่องเที่ียวได้มาถ่ายรูปประกวดตั้งชื่อ และถ่ายรูป

อีกทั้งในช่วงเดือนตุลาคม -ธันวาคม อุทยานฯ จะจัดกิจกรรมกับหินรูปทรงถ้วยฟุตบอลโลก โดยนำแสงไปตั้ง แล้วสาดไปที่หินทรงนี้

รวมทั้งมาชมหินภายใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ และจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ป่าหินงามด้วย...

 

การชมหินงามในอุทยานฯ ควรจะปฎิบัติตนอย่างไร ?

หินงาม ในป่าหินงามเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมาหลายล้านปี ประติมากรรมเหล่านี้ ธรรมชาติเป็นผู้สร้างให้เรา ไม่ใช่มนุษย์เป็นผู้ตกแต่ง ถ้ามนุษย์ในยุคเราอายุไม่เกิน 100 ปี

ไปตกแต่งขึ้นมามันก็เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการบุบสลายของหิน บางคนอยากจะสลักชื่อเข้าไป อันนี้ไม่ควรกระทำ หลายคนเอาเศษห่อท็อฟฟี่

หรือหมากฝรั่ง ยัดใส่ในซอกหินก็เช่นกัน จะเห็ฯได้ว่าอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวถืออาหาร หรือขวดน้ำเข้าไชมหินงามในป่าหินงาม หรือนักท่องเที่ยวบางคน

จะเอามือลูบหิน เซาะร่องหินให้สึกกร่อน ก็ไม่ควรกระทำอย่างเด็ดขาด มุมสวย ๆ ของปินงาม ทางอุทยานฯ เก็บไว้ให้ท่านได้ถ่ายรูป และชื่นชมความงานของหินไว้แล้ว

 

ป่าหินงาม กับมอหินขาว เหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร ?

มอหินขาว หรือสโตนเฮนจ์เมืองไทย กับหินงาม ที่ป่าหินงาม ถ้าพูดถึงการก่อกำเนิดไม่แตกต่างกัน เป็นหินงามที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติในยุคเดียวกัน

และเป็นแผ่นหิน แผ่นเดียวกัน เนื่องจากแนวการดันตัวของเปลือกโลกดัีนจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวัีนออก แต่การซุกตัวของแผ่นหินอาจจะเป็นรอยโค้ง

จากป่าหินงามไปไทรทอง แล้วโค้งไปภูแลนคา จะสังเกตุได้ว่า แผ่นหินนั้นจะอยู่ริมขอบเขา พอขึ้นไปสักพักจะสโตนเฮนจ์ ไม่เกิน 500 เมตร

ก็จะเป็นหน้าผา ณ.จุดชมวิวผาหัวนาค ซึ่งจะมีเหมือนกับป่าหินงามทุกประการ.....

 

นายมานิต เพชรล้ำ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ยังได้เอ่ยถึง "สโตนเฮนจ์เมืองไทย" อย่างชื่นชมว่า .....

"มอหินขาวเป็นหนึ่งเดียวในเอเชียด้านความมโหฬาร ที่อยู่บนเนินเขาสูงจากน้ำทะเล 600-800 เมตร แต่ถ้าพูดถึงความมโหฬารแบบนี้อาจไม่ใช่

เพราะหินแบบนี้ ที่อ่าวฮาลองเบย์ ใสนเวียดนาน ก็มโหฬารเช่นกัน เพียงแต่อยู่ในทะเล ถ้ิ่าพูดถึง มอหินขาว กับสโตนเฮนจ์ในอังกฤษ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง

เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์ จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะสโตน เฮนจ์ในอังกฤษ เกิดจากน้ำมือมนุษย์เป็นผู้สร้าง

แต่สโตนเฮนจ์ เมืองไทยเป็นปรากฎการณ์จากธรรมชาติ"

 

 

อบคุณ วารสารทางหลวง ปีที่ 45 ฉบับ 5 เดือนกันยายน - ตุลาคม 2551 ที่เอื่อเฟื้อข้อมูล

สมัครสมาชิกวารสาร ทางหลวงได้ ที่ : 0-2354-6487 ต่อ 1077-8

 

 

 

 

 

 HolyNet Free Counte r